ย้อนชีวิ ต “แตงโม นิดา”

เ ชื่ อว่าหลายคนต้องรู้จักเธอคนนี้กันดีอย่ างแน่นอน สำหรับ แตงโม นิดา พัชรวีระพงษ์ เธอเริ่มเข้าสู่วงการบันเทิง

ตั้งแต่เรียนอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จากการชักชวนจากแมวมองให้มาทดสอบหน้ากล้องและได้งานถ่ายแบบโฆษณา

จนในปีพ.ศ.2545 ได้เข้าประกวดมิสทีนไทยแลนด์ ปี 2002 โดยได้รับร างวัลรองชนะเลิศอันดั บที่ 4 จากนั้นได้เห็นประกาศ

ของโทรทัศน์ช่อง 7 จึงทดลองงานจนได้เล่นละครเรื่อง เบญจา คีต า ความรัก แลในปีพ.ศ.2547 แตงโมก็ได้มีผลงานละคร

ที่เป็นผลงานที่แจ้งเกิดในฐานะนักแสดงและนางเอกเต็มตัวจากละคร อุ่นไอรัก ในบท ก า เ ห ว่ า ประกบคู่พระเอก

ซี ศิวัฒน์ โชติชัยชรินทร์ และหลังจากนั้นแตงโม นิดา ก็มีผลงานละครอีกมากมายโดยมีทั้งบทนางเอกและนางร้ ายสลับกันไป

ตามแต่โอกาสและเ ชื่ อว่าตอนนี้หลายคนที่ได้ฟังเรื่องราวตอนนี้แล้วต้องน้ำต าไหล เคยพูดไว้ “ครอบครัวเรามีกันแค่สองคน”

และจะพาย้อนชีวิ ต “แตงโม นิดา” สุดกตัญญู ตระเ ว ณเช่าห้องอยู่กับพ่อตั้งแต่ 3 ขวบหลายคนเลยอย ากรู้ว่าจริงๆแล้ว

ความสัมพั นธ์ของแตงโม และแม่ เป็นอย่ างไร เราจึงได้นำบทสัมภาษณ์ที่ทั้งคู่เคยออกรายการด้วยกันเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้วมาให้อ่านกัน

คุณพ่อ คุณแม่แยกทางกันตั้งแต่ 3 ขวบ?

แตงโม : “ใช่ค่ะ ตอนนั้นถามว่ารู้ไหม ก็ยังงงๆ ก็จะพอทราบอยู่ว่าคุณพ่อ คุณแม่มีป ากเสียง สักพักก็จะคิดว่าทำไมเหลือแต่คุณพ่อคนเดียว

จนโตขึ้นมาหน่อยถึงรู้ว่าคุณพ่อคุณแม่แยกทางกัน ตอนที่อยู่กับคุณพ่อ อย่ างที่หลายๆ คนเห็น คุณพ่อเป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว ลองผิด

ลองถูกด้วยตัวเอง คุณพ่อพย าย ามเติมเต็มให้เรา เพราะว่าเราไม่ได้อยู่กับคุณแม่แต่บางเรื่องที่เป็นเรื่องผู้หญิง เช่น เรื่องของประจำเดือน

คุณพ่อก็ยังยกให้เป็นหน้าที่ของคุณแม่อยู่ในเรื่องของการปรึกษาอะไรพวกนี้”แล้วทำไมตอนเด็nๆ ถึงย้ ายบ้านหนีแม่?

แตงโม : “คุณแม่มีครอบครัวใหม่ ตัวโมเองก็ทำงานค่อนข้างเยอะมากๆ เพราะฉะนั้นโอเค เราต่างคนต่างอยู่ดีกว่า คือเราคิดเอง

เราไปดีกว่า โดยที่ไม่ได้บอกอะไรคุณแม่เลย ตอนนั้นเป็นช่วงที่ตัวโมเองยังเป็นวั ยรุ่นที่ยังคิดไม่ได้ รู้สึกว่าคุยกันทีไรไม่ค่อยรู้เรื่อง

ทัศนคติไม่ค่อยลงรอยก็เลยห นี” ตอนเด็กที่เราห นีแม่ไปกับพ่อ มีแอบคิดไหมว่าแม่ไม่รักเรา?

แตงโม : “อันนี้เป็นปมตั้งแต่เด็nๆ เลย ด้วยความที่คุณแม่มีพี่ชายมาก่อน แต่คนละคุณพ่อกัน เราจะคิดว่าคุณแม่รักพี่ชายมากกว่า

เพราะว่าเขาเป็นลูกคนแรกและเป็นลูกชาย เรามีความรู้สึกว่าทำไมคนสองคนมีลูก แต่ทำไมไม่ยอมดีกันเพื่อลูก เรามีความรู้สึกว่า

ทำไมผู้ใหญ่สองคนนี้เขาไม่ได้รักเราจริงเหรอ ถ้าเขารักเราจริง เขาต้องทนอยู่กันได้เพื่อลูก อันนี้คือความคิดของตอนที่เป็นเด็ก

แต่พอเราโตขึ้นมาพอที่จะรู้ความแล้ว เริ่มมีแฟน ได้ประส บการณ์ความรักของตัวเอง และจากการที่เรามีลูกเอง เราขะเข้าใจแม่มากขึ้นเรื่อยๆ”

แม่รู้ไหม ตอนเด็กๆ เขาคิดแบบนี้? แตงโม : “รู้ๆ แต่แม่ไม่อย ากทำลายครอบครัว คือคุณพ่อรักเขามาก ดูแลทุกอย่ างไปรับ ไปส่งกองถ่าย

เขาอยู่กับพ่อก็ดีกว่าไปอยู่กับคนอื่น เราก็ปล่อยเขาไป แต่ขอแค่เราตามให้เจอ แค่นั้น” แสดงว่าชีวิ ตเราเพิ่งจะเปลี่ยนได้ 2-3 ปีนี้เอง?

แตงโม : “ใช่ค่ะ เพิ่งกลับมาสนิทกับคุณแม่ เมื่อก่อนเหมือนสนิทกันในความรู้สึกแม่ ลูก รู้ความเป็นมา เป็นไปของกันและกันแบบห่างๆ

แต่ไม่ลึกมากเท่ากับ 2-3 ปีที่ผ่านมาคือในช่วงปลดล็ อ กที่โมอยู่โ ร งพ ย าบาล และอีกครั้งเป็นช่วงที่คุณแม่มาหาตอนที่คุณพ่อไม่สบาย

คุณแม่มาอยู่กับคุณพ่อแทบทุกวัน แล้วโมมีความรู้สึกว่านี่แหละภาพที่โมอย ากเห็น แล้วสุดท้ายคนที่เคยรักกัน เขาเป็นห่ ว งเป็นใยกัน

แล้วโมรู้สึกว่ามันมีวาระของมันที่จะเกิดในสิ่งที่เราอย ากให้เกิด” มีอะไรอย ากจะบอกคุณแม่คนนี้ไหม?

แตงโม : “สำหรับน้องแล้ว เรื่องที่ผ่านมาทั้งหมด น้องจำไม่ได้แล้ว น้องลืมทุกๆ ความรู้สึกไม่ดี น้องเคลียร์ทุกความรู้สึกไม่ดี

ออกจากใจหมดแล้ว ตอนนี้น้องคิดได้แล้วจากการจากที่น้องมีลูกเองถึงแม้ไม่ได้อุ้มท้องมา แต่น้องรู้ว่าการเลี้ยงลูกอ่อน

มันต้องทะนุถนอมมากๆ แล้วสิ่งที่ข าดไม่คือเราเป็นสายเ ลื อ ดเดียวกัน เหมือนที่คุณแม่มีน้องขึ้นมาตอนที่คุณพ่อกับคุณแม่ยังไม่พร้อม

แต่คุณแม่ก็อย ากมีน้อง และให้น้องมาถึงทุกวันนี้ ขอบคุณมากๆ ที่แม่ไม่เคยไปไหน น้องหันไปก็เจอคุณแม่ทุกครั้ง

ขอให้คุณแม่มีสุ ขภาพร่ างก ายแข็งแ ร ง”

ที่มา ธรรมะ

Similar Posts

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *