เผยเทคนิค ทำยังไงให้แอร์เย็นฉ่ำจิต แถมประหยัดเงิuในกระเป๋า

เคล็ดลับการเปิดแอร์ให้ไม่เปลืองไฟ
ปุ่มบนรีโมทแอร์ ที่หลายคนไม่รู้ เปิดให้เย็นฉ่ำ ประหยัดไฟได้อีกด้วยเวลาที่เปิดแอร์ให้เปิดพัดลมด้วยจะช่วยให้กระจายความเย็นได้ทั่วห้องเร็วขึ้น แล้วก็ทำให้แอร์ไม่ทำงานหนักเกินไปอีกด้วย ก็จะเป็นการประหยัดไฟไปในตัวนั่นเอง ส่วนในตอนกลางคืนนั้นให้เปิดแอร์ในอุณหภูมิที่สูงกว่าตอนกลางวัน เพราะกลางคืนอากาศจะเย็นกว่าเช่น หากเปิดกลางวัน 25 องศา กลางคืนก็อาจจะเปิดที่ 28 องศา ก็ทำให้เย็นสบายแล้ว อีกทั้งยังทำให้แอร์ไม่กินไฟเยอะด้วย อีกทั้งอย่ าตากผ้าเปียกชื้นในห้องแอร์เพราะจะทำให้ตัวดูดความชื้นทำงานหนัก มันจะเปลืองไฟเพราะคุณตากผ้าเปียกนะ ฉะนั้นเอาไปตากข้างนอกจะดีกว่า


                             
1. โหมด Fan (พัดลม) หากกดปุ่มนี้ก็จะทำให้เปิดพัดลมแอร์นั่นเอง เราสามารถเลือกความแรงของลมได้เอง เหมือนกับเราเปิดพัดลมปกติเลย แต่โหมดนี้จะยังไม่มีความเย็นเหมือนแอร์แต่จะเย็นเหมือนพัดลมมากกว่า เอาไว้เปิดคู่กับโหมด Cool ทำให้ห้องเย็นขึ้นตามอุณหภูมิที่ต้องการ 

2. โหมด COOL (ทำความเย็น)  หากกดปุ่มนี้แอร์จะทำงานทำความเย็นให้เราเลย โดยจะปล่อยความเย็นตามอุณหภูมิที่เราปรับนั่นเอง อย ากจะได้เย็นมากเย็นน้อยแค่ไหนก็เลือกปรับได้เลย

3. โหมด DRY (แห้ง /ลดความชื้น)  เวลาใช้โหมดนี้แอร์จะลดความชื้นในอากาศลง เป็นโหมดที่เพิ่มหรือลดอุณหภูมิไม่ได้นะ เป็นปุ่มที่ไม่ค่อยได้ใช้กันเท่าไหร่นัก ยกเว้นแต่ว่ารู้สึกห้องมีความชื้นมากไปก็ใช้โหมดนี้ได้ จะทำให้ห้องไม่อับ.
                       
4. โหมด AUTO (อัตโนมัติ) ก็ตามชื่อปุ่มเลยมันจะทำงานให้เราแบบอัตโนมัตินั่นเอง ซึ่งแอร์บางรุ่นปุ่มนี้อาจจะชื่อว่า I FEEL เวลากดเราก็ไม่ต้องทำอะไรเลย แอร์มันจะปรับทุกอย่ างด้วยตัวมันเองตามสภาพอากาศของห้องให้เหมาะสมนั่นเอง และหลายคนก็มักจะใช้ปุ่มนี้เพราะมันง่ายที่สุดแล้ว

วิธีใช้แอร์ ค่ๅไฟไม่พุ่ง แบบเย็นใจ สบายกระเป๋า มีเงิuเหลือใช้

1. ต้องประหยัดไฟเบอร์ 5

จากสถิติการใช้ไฟฟ้าหลาย ๆ ปีจะพบว่าช่วงเดือนเมษายนจะเป็นช่วงเวลาที่เมืองไทยใช้พลังงานไฟฟ้ามากที่สุดเสมอ การเลือกแอร์ที่ประหยัดไฟ จึงเป็นปัจจัยแรกที่ควรนึกถึงทุกครั้งที่เลือกซื้อ และเป็นที่ทราบกันดีว่า ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 เป็นระดับความประหยัดไฟฟ้าสูงที่สุดออกโดยกระทรวงพลังงาน และจะมีตรากระทรวงประทับอยู่บนฉลากเสมอ แอร์ประหยัดไฟเบอร์ 5 จึงเป็นแอร์ที่ควรได้รับการพิจารณาเป็นอันดับต้น ๆ เมื่อเลือกซื้อแอร์ติดตั้งภายในบ้าน

2. ติดตั้งในตำแหน่งที่เหมาะสม

ให้เลือกบริเวณที่ติดตั้งสามารถกระจายลมได้ทั่วถึงทั้งห้อง ไม่มีสิ่งกีดขวาง และไม่ควรติดตั้งในมุมอับ หลีกเลี่ยงการติดตั้ง FCU ในบริเวณที่ใกล้กับประตู หน้าต่าง หรือพัดลมดูดอากาศเพราะจะทำให้อากาศเย็นภายใน ถูกความร้อนภายนอกไหลเข้ามาแทนที่ได้ง่าย อย่าติดชิดผนังที่รับแดดจัด หรือทิศตะวันตก เพราะจะทำให้แอร์ทำงานหนัก ยิ่งเป็นห้องนอนที่ต้องอยู่อาศัยในช่วงเย็นด้วยแล้ว ยิ่งควรหลีกเลี่ยงตำแหน่งดังกล่าว

3. เลือกขนาดที่พอดีกับพื้นที่ภายในห้อง

ให้เลือกขนาด BTU ตามความเหมาะสม ควรเลือกตามขนาดของห้อง สามารถคำนวณโดยใช้สูตร
พื้นที่ห้อง x ค่า Cooling Load Estimation = ค่า BTU ที่เหมาะสม และค่าประเมิน Cooling Load Estimation ที่เหมาะสมกับแต่ละห้อง มีดังนี้

ห้องนอน 700-750 BTU/ตารางเมตร
ห้องนั่งเล่น 750-850 BTU/ตารางเมตร
ห้องทานอาหาร 800-950 BTU/ตารางเมตร
ห้องครัว 900-1000 BTUตารางเมตร
ห้องทำงาน 800-900 BTU/ตารางเมตร
ห้องประชุม 850-1000 BTU/ตารางเมตร

หมายเหตุ สูตรข้างต้นใช้คำนวณในกรณีที่ความสูงของเพดานที่สูงไม่เกิน 3 เมตรเท่านั้น หากห้องมีความสูงมากกว่าและมีปัจจัยอื่น ๆ เพิ่มขึ้น อาทิ จำนวนผู้อยู่อาศัย เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือพื้นที่กระจกภายในห้อง จะต้องบวกค่า BTU เพิ่มด้วย หากเลือกขนาดของ BTU มากติดตั้งในห้องขนาดเล็กก็จะเปลืองพลังงานโดยใช่เหตุ

4. ตั้งอุณหภูมิให้พอเหมาะ

โดยทั่วไปแล้วเรามักจะเปิดแอร์อยู่ที่ 25-26 องศา หากเกินนี้จะรู้สึกร้อนเกินไป แต่หากเลือกเปิดแอร์ที่อุณหภูมิ 28-30 องศา แล้วเลือกเปิดพัดลมเพื่อเพิ่มความเร็วลมในห้อง เราจะยังรู้สึกเย็นสบายอยู่เช่นเดิมและช่วยประหยัดพลังงานได้มากเพราะเครื่องปรับอากาศจะทำงานเบาลง หากเป็นช่วงเวลานอนควรตั้งอุณหภูมิไว้ ไม่ต่ำกว่า 28 องศา เนื่องด้วยในช่วงเวลาที่เราหลับร่างกายจะไม่สามารถปรับอุณหภูมิตามสภาพอากาศได้จึงควรตั้งอุณหภูมิที่สูงไว้ เป็นการช่วยประหยัดพลังงานได้อีกทาง

5. เครื่องใช้ไฟฟ้า เอามันออกไป

เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้อง อย่างเช่น ตู้เย็น เครื่องทำน้ำร้อน เครื่องถ่ายเอกสาร หม้อ หุงข้าว เครื่องชงกาแฟ กาต้มน้ำไฟฟ้า รวมทั้งการเปิดไฟมากเกินความจำเป็น คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อุณหภูมิห้องสูงขึ้นและทำให้เครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนักขึ้นด้วย ดังนั้นชิ้นไหนไม่จำเป็น จึงควรย้ายออกจากห้องและควรเปิดไฟแต่พอดี

6. งดกิจกรรมทำความร้อน

ลดการสูบบุหรี่ภายในห้องปรับอากาศ เนื่องด้วยการสูบบุหรี่ในห้องปรับอากาศจะต้องเปิดพัดลมระบายอากาศเพื่อระบายควันและกลิ่นออกจากห้อง การถ่ายอากาศส่วนหนึ่งออกจากห้องและปล่อยให้อากาศภายนอกเข้ามาทดแทนจะทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักขึ้น เพี่อปรับอุณหภูมิภายในห้องให้เย็นเท่าเดิม

7. เสื้อผ้าใส่สบายเข้าไว้

สำหรับในออฟฟิตควรปรับอุณหภูมิให้อยู่ที่ 25 องศาแล้วใส่ เสื้อผ้าสบาย ๆ ให้ได้รับความเย็นที่กำลังพอดี ในบ้านก็เช่นกันหากเลือกใส่เสื้อผ้าที่สบาย ๆ แล้วเราตั้งอุณหภูมิไว้ที่ 28 องศา จะช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าไปอีกแรง

8. ผ้าม่านช่วยได้

ผ้าม่านทำหน้าที่กันความร้อนอีกชั้นไม่ให้เข้าสู่พื้นที่ภายในบ้าน โดยทั่วไปแล้วม่านหน้าต่างจะนิยมติดตั้ง 2 โดยชั้นแรกจะเป็นม่านกรองแสงที่ช่วยบังตาจากภายนอก ส่วนอีกชั้นจะเป็นผ้าม่านหนาที่นอกจากจะช่วยสร้างความงามให้ห้องด้วยลวดลายสีสันที่หลากหลายแล้ว ม่านหนานี้ยังทำหน้าที่กันความร้อนจากภายนอกไม่ให้เข้าสู่ภายในห้องโดยตรงด้วย

9. ตั้งอุณหภูมิ 28 องศาเซลเซียส แล้วเปิดพัดลมเสริม

การตั้งอุณหภูมิในห้องสูงขึ้น จะประหยัดพลังงานได้ โดยปกติแล้วก็จะตั้งได้สูงสุดประมาณ 25-26 องศา มิฉะนั้นจะร้อนเกินไป แต่ถ้าเราเปิดพัดลมช่วย “เพิ่มความเร็วลม” ในห้อง เราจะสามารถตั้งอุณหภูมิได้สูงถึง 28-30 องศา (เพิ่มอุณหภูมิ) โดยยังเย็นสบายเหมือนเดิม (มีระดับความสบายเชิงความร้อนเท่ากัน) โดยจะช่วยประหยัดพลังงานได้มา

ทั้งนี้ สิ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์กับ ออฟฟิศหรือห้างร้านขนาดใหญ่ที่ใช้ “ระบบปรับอากาศแบบน้ำเย็น หรือ Chiller” ซึ่งใช้พลังงานประมาณ 1 หน่วย / ตัน / /ชั่วโมง ตัวอย่างเช่นเครื่องปรับอากาศขนาด 5 ตัน เปิดใช้งาน 4 ชั่วโมง จะใช้พลังงานไฟฟ้าประมาณ 1 x 5 x 4 = 20 หน่วย คิดเป็นเงิuประมาณ 20 x 3 = 60 บ. (ค่าไฟเฉลี่ยประมาณ 3 บ.ต่อหน่วย) หากเรารู้วิธีคำนวนในลักษณะนี้ให้เหมาะสมกับแอร์ที่เราใช้ จะช่วยให้คำนวนค่าไฟได้แม่นยำขึ้นด้วย

Similar Posts

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *